ดัชนีดอลลาร์

ดอลลาร์อ่อน 0.06% ค่าเทียบสกุลเงินหลัก ก่อนรู้ผลประชุมเฟด

ดอลลาร์อ่อน 0.06% ค่าเทียบสกุลเงินหลัก ก่อนรู้ผลประชุมเฟด

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวลงในวันนี้ ก่อนรู้ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

ณ เวลา 23.27 น.ตามเวลาไทย ดอลลาร์อ่อนค่า 0.06% สู่ระดับ 103.66 เยน ขณะที่ยูโรปรับตัวขึ้น 0.13% สู่ระดับ 126.06 เยน และดีดตัวขึ้น 0.2% สู่ระดับ 1.216 ดอลลาร์ ส่วนดัชนีดอลลาร์ ลบ 0.22% สู่ระดับ 90.19

เฟดจะจัดการประชุมในวันที่ 26-27 ม.ค. โดยนักวิเคราะห์คาดว่าเฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.00-0.25% ขณะที่ตลาดจับตาดูว่าเฟดจะยังคงซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในวงเงิน 1.2 แสนล้านดอลลาร์/เดือนหรือไม่ ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐ

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดนอาจจะต้องปรับลดวงเงินในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้สามารถผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส

ทั้งนี้ สมาชิกสภาคองเกรสหลายรายทั้งจากพรรครีพับลิกันและเดโมแครตต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ และตั้งข้อสงสัยถึงความจำเป็นของการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ของปธน.ไบเดน

ท่าทีดังกล่าวของสมาชิกรัฐสภาสหรัฐอาจกดดันให้ปธน.ไบเดนจะต้องลดวงเงินในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้สามารถผ่านการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐ

ส่วนการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในวันนี้ ผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 89.3 ในเดือนม.ค. จากระดับ 87.1 ในเดือนธ.ค. และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 89.0

ดัชนีความเชื่อมั่นดีดตัวขึ้น หลังมีการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ในวงกว้าง

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเป็นการสำรวจมุมมองของผู้บริโภค และความเชื่อมั่นต่อสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และในช่วง 6 เดือนข้างหน้า, สถานะการเงินส่วนบุคคล และการจ้างงาน ufa

Dollar Index คือ ดัชนีวัดค่าของเงินดอลลาร์ สรอ. ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 1973 โดยถ่วงน้ำหนัก ด้วยเงิน 6 สกุลหลัก

โดยเงินยูโรที่ 57.6% เงินเยนที่ 13.6% และ เงินปอนด์ที่ 11.9% ที่เหลือคือ เงินดอลล์แคนาดา เงินโครนาสวีเดน และ เงินฟรังก์ของสวิส

ขณะที่เขียนอยู่นี้ Dollar Index ยืนอยู่ระดับ 84 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบปี มีผลทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งล้วนแต่กำหนดราคาเป็นเงินดอลลาร์ สรอ.ทั้งสิ้น มีราคาตกต่ำลงทั้ง ทองคำ เงิน ทองแดง น้ำมัน รวมไปถึงสินค้าเกษตร เช่น ยาง ข้าวสาลี กาแฟ เป็นต้น

การที่ญี่ปุ่นดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินทำให้ค่าเงินเยนอ่อนลงมาระดับ 102 เยน คือ ต่ำลง 24% จากไตรมาส 4 ปีก่อนไปแล้วนั้น ถึงแม้ว่าญี่ปุ่นจะสามารถเติบโตได้อย่างดี 2% และ ทำเงินเฟ้อได้ตามฝันที่ 2% ก็ตาม แต่มองในมุมของโลกแล้ว GDP ของญี่ปุ่นกลับลดลงถึง 20% (คิดตามเงินดอลลาร์) จากระดับ 6 ล้านล้านดอลลาร์ อาจเหลือเพียง 4.8 ล้านล้านดอลลาร์ คือหายไปถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราวๆ GDP ของประเทศไทยถึง 3 ประเทศ นั่นหมายถึง การที่ G7 ยอมให้เงินเยนอ่อนค่าลงไปได้เรื่อยๆ ได้นั้นอาจแปลได้ว่า อนุญาตให้ญี่ปุ่นดึงเศรษฐกิจโลกให้เข้าใกล้ภาวะถดถอย (ในรูปเงินดอลลาร์) นั่นเอง ยิ่งหากมีเงินยูโรที่อ่อนค่าลงก็ช่วยกันดึง GDP ของยูโรโซน (คิดเป็นดอลลาร์) ลงไปอีก

เมื่อย้อนดูอดีตโดยปกติแล้วค่าเงินดอลลาร์จะยืนอ่อนค่าเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็พบว่า Dollar Index มีการปรับเป็นขาขึ้น 2 ช่วงใหญ่ๆ คือ ปี 1980-1985 โดยวิ่งจาก 85 ไปราว 165 และ ปี 1995-2000 โดยวิ่งจาก 80 ไปราว 120 แล้วเกิดปัญหาอะไรกับไทยในช่วงนั้นบ้าง…

คำตอบก็คือ เงินบาทของไทยที่ผูกกับเงินดอลลาร์นั้น เปรียบเสมือนกับเด็กๆ ที่ต้องวิ่งตามคนโตยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาที่มีกำลังวังชาดีโดยเขาแทบไม่มีปัญหาอะไรในการปีนขึ้นเขา แต่ประเทศเด็กๆ เล็กๆ อย่างไทยต้องวิ่งตามไปให้ทัน เพราะ ผูกค่าเงินกันไว้ หากดอลลาร์เป็นช่วงลงเขานี่เงินบาทของไทยเราเกาะตามไปสบายมากๆ แต่เมื่อเป็นขาขึ้นเขาของ Dollar Index แล้วละก็ ผลลัพธ์ก็คือเงินบาทจะวิ่งตามไปไม่ไหว หมดแรงเป็นลม ล้มกลิ้งลงมาจนได้รับบาดเจ็บหนัก โดยในปี 1984 ไทยต้องลดค่าเงินบาทลงราว 15% และ ปี 1997 ก็เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ค่าเงินบาทต้องอ่อนค่าลงมาถึงกว่า 50%

ญี่ปุ่นได้เปลี่ยนเกมการเงินโลกใหม่ทั้งหมด แทนที่จะให้อเมริกาเป็นประเทศเดียวที่สามารถจะพิมพ์เงินไม่จำกัด เพื่อให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง ซึ่งจะส่งผลช่วย GDP ของโลกโดยรวม เพราะ สินค้าเกือบทุกอย่างวัดค่าเป็นเงินดอลล์กันทั้งนั้น ญี่ปุ่นมีเป้าหมายในการเพิ่มฐานเงินขึ้นถึง 2 เท่าภายใน 2 ปี จาก 135 ล้านล้านเยน เป็น 270 ล้านล้านเยน ซึ่งก็น่าฉงนอย่างมาก เพราะ นั่นคือ การฉีกกฎกติกาการเงินระหว่างประเทศโดยสิ้นเชิง เพราะ ทุนสำรองระหว่างประเทศของญี่ปุ่นซึ่งควรจะมีเพียงพอเพื่อใช้หนุนหลัง “ฐานเงิน” นั้นกลับมีอยู่เพียง 1.26 ล้านล้านดอลล์เท่านั้นเอง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่พอแน่ๆ

ดังนั้น เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยกับ 2 ครั้งก่อน หากค่าเงินดอลล์ยังแข็งค่าไปเรื่อยๆ อาจวิ่งสู่ระดับสูงกว่า 90 จุดก็เป็นได้ เมื่อนั้น ธปท.ควรแสดงจุดยืนชัดเจนว่าพร้อมทำวิถีทางเพื่อให้เงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ไม่ใช่แค่ประคองยืนๆ ไว้ที่ 29-30 บาท แต่พร้อมจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปที่ระดับ 32 บาทกันเลย เพื่อให้สอดคล้องและแข่งขันได้กับเศรษฐกิจส่วนอื่นๆ ของโลก

ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าแค่การลดอัตราดอกเบี้ยลงเล็กน้อย และ การสกัดเงินร้อนระยะสั้นอาจเพียงพอแค่สกัดการแข็งค่าของเงินบาทเท่านั้น แต่การยืมพลังจากแหล่งอื่นๆ เพื่อปั๊มเงินออก ตามแนวคิดของ “เงินบาทไท้เก๊ก” น่าจะช่วยให้บาทอ่อนสู่เป้าหมาย 32 บาท มีโอกาสเกิดขึ้นได้สูงกว่า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *