หุ้น GameStop

“คีท กิล” เม่าตัวพ่อ ถูกเจ้าหน้าที่สอบพัวพันมหากาพย์ GameStop

“คีท กิล” เม่าตัวพ่อ ถูกเจ้าหน้าที่สอบพัวพันมหากาพย์ GameStop

หนังสือพิมพ์เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ รายงานว่า คีท กิล ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการปลุกระดมนักลงทุนรายย่อยในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทให้ลุกขึ้นมาสู้กับเฮดจ์ฟันด์ในปรากฎการณ์ GameStop ที่โด่งดังไปทั่วโลก กำลังถูกเจ้าหน้าที่สอบสวนในขณะนี้

กิล ใช้นามแฝงว่า u/DeepF******Value ในห้อง WallStreetBets ซึ่งมีสมาชิกมากกว่า 7.6 ล้านรายบนเว็บบอร์ด Reddit และมีช่องยูทูบเป็นของตัวเอง โดยใช้ชื่อว่า Roaring Kitty

นิวยอร์ก ไทมส์ รายงานว่า เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนว่า การลงทุนของกิลใน GameStop ถือเป็นการขัดกันของผลประโยชน์หรือไม่ เนื่องจากเขามีอาชีพเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

ขณะเดียวกัน นางแม็กซีน วอเตอร์ส ประธานคณะกรรมการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฏรสหรัฐ กล่าวว่า ตนต้องการให้กิลเข้าให้การต่อทางคณะกรรมการฯในวันที่ 18 ก.พ.เกี่ยวกับบทบาทของเขาในมหากาพย์ GameStop

“ดิฉันมีเขาอยู่ในรายชื่อแล้ว บางคนก็ยังไม่ได้ยืนยันว่าจะมา แต่ดิฉันต้องการให้กิลมาที่นี่” นางวอเตอร์สกล่าว

มีการกล่าวกันว่า กิลสามารถฟันกำไรได้อย่างมากในการสู้กับเฮดจ์ฟันด์ในครั้งนี้ แต่กิลยืนยันว่า เขาขาดทุนมากกว่า 13 ล้านดอลลาร์ หรือราว 390 ล้านบาทเฉพาะในวันอังคารเพียงวันเดียว ขณะที่หุ้น GameStop ดิ่งลงในวันดังกล่าว

กิลถือเป็นผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับมวลหมู่นักลงทุนรายย่อยในห้อง WallStreetBets เพื่อให้รวมพลังสู้กับเฮดจ์ฟันด์ จนทำให้ราคาหุ้น GameStop พุ่งขึ้นถึง 400% ในสัปดาห์ที่แล้ว และทะยานขึ้น 1,625% ในเดือนม.ค. โดยนักลงทุนพากันไล่ซื้อหุ้น GameStop เพื่อดันราคาให้สูงขึ้น และกดดันให้เฮดจ์ฟันด์ต้องกลับเข้าซื้อคืนหุ้นดังกล่าวเพื่อตัดขาดทุน หลังจากที่ได้ขายชอร์ตก่อนหน้านี้ โดยเก็งว่า GameStop ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายวิดีโอเกมชื่อดังในสหรัฐ จะต้องปิดกิจการในไม่ช้า

กิลเปิดเผยว่า เขาได้ถือหุ้น GameStop ถึง 50,000 หุ้น และคอลล์ออปชั่นจำนวน 500 ออปชั่นนับตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยขณะที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว ก็ได้ทำให้ผลตอบแทนจากการถือหุ้น GameStop ของเขาสูงถึงกว่า 2,000% หรือราว 33 ล้านดอลลาร์ แต่เมื่อราคาหุ้นดิ่งลง 60% ในวันอังคาร ก็ได้ทำให้เขาขาดทุนทันที 13.6 ล้านดอลลาร์ หลังจากขาดทุนมากกว่า 5 ล้านดอลลาร์เมื่อวันจันทร์ ufa

ประชาธิปไตยในตลาดทุน

โดย “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” นักลงทุนหุ้นคุณค่า (VI) วิเคราะห์ว่า ปรากฏการณ์ “GameStop” เป็นเรื่อง “ประชาธิปไตยของตลาดทุน” ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากคนรุ่นหนุ่มสาวที่เข้ามาในตลาดหุ้นมากขึ้น จากทั้งกลุ่มคนที่ตกงานและกลุ่มคนที่ทำงานที่บ้าน (work from home)

ประกอบกับการเข้ามาของเทคโนโลยี ส่งผลให้ผู้คนสามารถรวมพลังในการทำเรื่องต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ซึ่งจุดเริ่มต้นมาจากการพูดคุยกันในห้อง“WallStreetBets” บนเว็บไซต์ Reddit (เหมือนกับห้อง “สินธร” บนเว็บไซต์ Pantip ของไทย)

เมื่อนักลงทุนรายหนึ่งค้นพบว่าหุ้น GameStop ไม่สามารถปรับขึ้นได้ ไม่ว่าจะมีคำสั่งซื้อมากแค่ไหนก็ตาม แถมราคาหุ้นยังถูกลงเรื่อย ๆ แม้ธุรกิจเช่าวิดีโอของ GameStop จะไม่ค่อยดีก็จริง แต่ราคาหุ้นกลับลดลงจนแทบไร้มูลค่า นอกจากนี้

หุ้นดังกล่าวถูกขายชอร์ต (short sale) กว่า 100% จึงเกิดไอเดียให้คนหันมาซื้อหุ้นเก็บไว้ รวมถึงร่วมมือกันไม่ขายหุ้นให้นักลงทุนสถาบันยืมไปขายชอร์ต เพื่อดันราคาหุ้นขึ้นไปเรื่อย ๆ

ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับขึ้นถึง 10 เท่า ต่อเนื่องในช่วง 10 วันทำการ เหตุการณ์นี้ทำให้นักลงทุนรายย่อยในสหรัฐกลับมามีบทบาทมากขึ้น จากเดิมที่มีแต่รายใหญ่ ๆ ครอบงำตลาดทุน

“กองทุนประเภท Hedge Fund ที่มีการขายชอร์ตหุ้น GameStop จำเป็นต้องซื้อหุ้นคืน เพื่อนำไปขายจริง ส่งผลให้กองทุนดังกล่าวขาดทุนอย่างหนัก และมีบางส่วนที่ขาดทุน 100% ส่งผลต่อเนื่องให้ต้องปิดตัวลง ปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นพลังของนักลงทุนรายย่อยที่ต่อสู้กับนักลงทุนรายใหญ่จะได้รับชัยชนะ”

พฤติกรรมเลียนแบบลามทั่วโลก

ปรากฏการณ์ “GameStop” เกิดจากสื่อสังคมออนไลน์ที่ทรงประสิทธิภาพมากขึ้น และเทคโนโลยีที่ช่วยให้นักลงทุนรายย่อยสามารถทำธุรกรรมได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำ เช่น การซื้อขายหุ้นผ่าน “Robinhood” ผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่นซื้อขายหุ้นผ่านระบบออนไลน์ เป็นต้น

ขณะที่ต่อมาก็ยังมีการวางแผนเข้าซื้อหุ้น “AMC Entertainment Holdings Inc.” ผู้ให้บริการโรงหนังในสหรัฐ รวมถึงหุ้น “BlackBerry Ltd.”ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนชื่อดังในอดีต และลามไปถึงสินค้าโภคภัณฑ์อย่างเงิน (silver) ที่ส่งผลให้ราคาปรับขึ้นกว่า 10%

ขณะที่ในอาเซียนนั้น นักลงทุนในมาเลเซียก็เริ่มพูดถึง “Bursabets” (มาจากชื่อตลาดหลักทรัพย์เบอร์ซา) และมุ่งเป้าไปที่การเข้าซื้อหุ้นถุงมือยางที่เห็นว่าราคาต่ำเกินไป สวนทางกับหุ้นถุงมือยางในไทย ขณะที่ในไทยอาจจะเกิดขึ้นได้ยาก

เพราะตลาดหุ้นไทยมีข้อแตกต่างกับตลาดหุ้นสหรัฐในแง่ที่ราคาหุ้นแพงเกินไป จึงไม่สามารถซื้อหุ้นที่ราคาแพงอยู่แล้ว เพื่อต่อสู้กับนักลงทุนที่ขายชอร์ตได้ นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการซื้อขายหุ้นก็ยังไม่สมบูรณ์เท่ากับสหรัฐ เช่น ยังไม่มีแพลตฟอร์ตเทรดหุ้นฟรีอย่าง Robinhood เป็นต้น

“เครื่องมือการขายชอร์ตในไทยยังทำได้ยาก อีกทั้งนักลงทุนรายย่อยในไทยมีพฤติกรรมเกาะกระแสไปกับรายใหญ่ โดยมักถูกชักชวนให้เข้ามาซื้อหุ้น แต่อาจถูกนักลงทุนรายย่อยขายหุ้นทิ้งหักหลัง เป็นต้น

นอกจากนี้ เชื่อว่าหากเกิดปรากฏการณ์ซื้อขายหุ้นที่ไม่ปกติ ผู้ควบคุมกฎก็จะเข้ามามีบทบาทในการควบคุม ซึ่งต่างจากสหรัฐที่กฎเกณฑ์ค่อนข้างเป็นกลาง ไม่ดูแลนักลงทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเฉพาะ”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *